“สงครามไซเบอร์” ชี้ขาดเลือกตั้ง

“สงครามไซเบอร์” ชี้ขาดเลือกตั้ง

ยิ่งเข้าใกล้การเลือกตั้งมากเท่าไรก็เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของพรรค การเมือง ไม่เว้นแต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มากขึ้นเท่านั้น

อย่างล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำการเปิดเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมด้วยการสื่อสารในรูปแบบออนไลน์อย่างเป็นทางการหลายช่องทาง ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้มีแต่แฟนคลับออกแรงทำให้มาเป็นเวลานาน
“สวัสดีครับ พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่าน จากการที่พวกเราส่วนใหญ่ นิยมสื่อสารกันผ่าน Facebook อยู่เป็นประจำ ผมจึงถือโอกาสเปิด Facebook ส่วนตัวของผม เพื่อใช้เป็นอีกช่องทางในการสื่อสารแนวนโยบาย การทำงานของผมและรัฐบาล รวมถึงเล่าสู่กันฟังถึงข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ และเป็นช่องทางที่ผมและพี่น้องประชาชนจะเข้าถึงกันได้ดียิ่งขึ้น
หากท่านมีข้อเสนอแนะ ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือต้องการให้ผมลงไปดูแลแก้ปัญหา ก็สามารถเขียนเข้ามาเล่าสู่กันฟังได้ เพื่อที่ผมและทีมงานจะได้มีข้อมูลและดูแลช่วยเหลือได้โดยตรงครับ” เป็นข้อความแรกจากเพจเฟซบุ๊กชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา
การใช้สื่อออนไลน์ของรัฐบาลไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ในทางการเมือง เนื่องจากก่อนหน้านี้ทีมโฆษกของรัฐบาลก็ได้ใช้การสื่อสารลักษณะดังกล่าวอยู่เป็นระยะ แต่เมื่อครั้งนี้เป็นกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ลงมาเล่นด้วยตนเอง จึงนับว่ามีนัยทางการเมืองสำคัญอย่างยิ่ง
ต้องไม่ลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่งมาเป็นเวลา 4 ปี ซึ่งตลอดเวลากว่า 4 ปีมานี้ นายกฯ ไม่ได้มีการสร้างช่องทางในการสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบนี้มาก่อน โดยจะหนักไปทางการสื่อสารทางเดียวด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการจัดรายการทุกวันศุกร์
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการสื่อสารตามแบบของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ผ่านมาดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก แม้จะมีความถี่ในการใช้เครื่องมือก็ตาม ด้านหนึ่งคงเป็นเพราะระยะหลังมานี้รัฐบาลจะขยับตัวไปทางไหน ก็มักจะโดนก้อนอิฐอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นธรรมชาติของรัฐบาลที่อยู่มาเป็นเวลานานและกำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่ง ด้วยเหตุนี้เอง พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องพยายามสื่อสารทางบวกกับประชาชนให้มากขึ้น เพื่อเร่งผลงานของรัฐบาลในโค้งสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม การขยับตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนี้ไม่ได้หวังผลเพียงแค่การประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลหรือของตัวเองเท่านั้น แต่หวังผลไปถึงการหาเสียงเลือกตั้งด้วย
ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าการก้าวเข้ามาใช้สื่อออนไลน์ของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นช้ากว่าคู่แข่งไปพอสมควร เพราะบรรดาผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองหลายคนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ต่างเดินหน้าใช้ระบบออนไลน์กันไปไกลพอสมควร
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี มีคนติดตามในเฟซบุ๊กประมาณ 6 ล้านคนสุเทพ เทือกสุบรรณแกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย และทักษิณ ชินวัตรและอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอดีตนายกรัฐมนตรี มีคนตามประมาณ 2 ล้านคน หรือแม้แต่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ก็มีคนติดตามราว 1 แสนคน
อีกทั้งพรรคการเมืองหลายพรรคก็ได้ลงมาในสนามออนไลน์เพื่อแย่งชิงพื้นที่ทางการเมืองด้วย ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากกรณีของพรรคอนาคตใหม่ ที่ทุมกำลังกับการสร้างความนิยมผ่านโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก ซึ่งก็ได้ผลตอบรับอย่างดี ภายหลังชื่อของ “ธนาธร” ติดเข้ามาอยู่ในโพลประชาชนต้องการให้เป็นนายกฯ ด้วย ทั้งๆ ที่เป็นหน้าใหม่และไม่มีฐานทางการเมืองมาก่อน
นอกจากนี้ เมื่อระบบการเลือกตั้ง ที่เปลี่ยนมาใช้ “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ที่ใช้บัตรเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงใบเดียวในการหา ทั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ยิ่งเป็นปัจจัยให้การเสียงจะใช้รูปแบบกึ่งสำเร็จที่เน้นการเดินสายหาเสียงและตั้งเวทีปราศรัยรูปเดิมเหมือนในอดีตไม่ได้อีกต่อไป
ประกอบกับมีการคาดการณ์กันว่าตัวของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งครั้งนี้จะมีราว 40 ล้านคน และจำนวนหนึ่งจะเป็นผู้ที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรก (New Voter) ประมาณ 6-7 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขจำนวนไม่น้อย ซึ่งหากสามารถหาวิธีการที่เข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้ โอกาสที่จะได้จำนวน สส.มากขึ้นก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์และทีมงานจึงไม่มีทางเลือกตั้ง นอกจากจะต้องลงในสมรภูมินี้ แม้ว่าจะรู้อยู่เต็มอกว่าตามหลังเพื่อนอยู่หลายก้าวก็ตาม เพราะการ จะหวังพึ่งแต่พละกำลังของพรรค พลังประชารัฐเพียงอย่างเดียว ก็คงไม่สามารถสร้างกระแสแข่งกับฝั่งตรงข้ามได้มากนัก
ในเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ มีอาวุธครบมือสำหรับลงสนามแล้ว โอกาสชนะการเลือกตั้งมีมากกว่าใคร เหลือเพียงแต่อย่าสะดุดขาตัวเอง