ภาวะผู้นำกับการเมืองไทย

ภาวะผู้นำกับการเมืองไทย

ในระบอบประชาธิปไตยนั้น ถือว่าอำนาจเป็นของประชาชน ผู้นำเป็นเพียงบุคคลที่ได้รับเลือกจากประชาชนส่วนใหญ่ให้เข้ามาบริหารประเทศ เพื่อประโยชน์สุขส่วนรวมของประเทศชาติ เมื่อจุดมุ่งหมายคือประโยชน์ส่วนรวมของคนในชาติ ผู้นำที่ดีจึงต้องเป็นคนที่มีทั้งคุณธรรม จริยธรรม มีความสามารถ มีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกล สื่อสารโน้มน้าวจูงใจคนได้ดี มีจิตสำนึกทำเพื่อส่วนรวม และที่สำคัญต้องแสดงบทบาทของผู้นำได้อย่างถูกกาละเทศด้วย เพราะผู้นำทางการเมือง (Political Leaders) คือ บุคคลที่มีตำแหน่งเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่ในโครงสร้างอำนาจรัฐ เป็นบุคคลที่มีอำนาจ และอิทธิพลในกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมาก การที่ผู้นำทางการเมืองขาดภาวะผู้นำ ไม่ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย มุ่งแต่แสวงหาอำนาจ จะส่งผลให้เกิดภาวะการเผชิญหน้าความขัดแย้ง แตกแยก การไร้เสถียรภาพของระบบการเมืองและความไม่ต่อเนื่องของกระบวนการปกครองและบริหารประเทศ และถ้าผู้นำที่มีอำนาจใช้ตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองหาผลประโยชน์ส่วนตน ที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของส่วนรวม กระทบต่อความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย และต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือการที่ผู้นำทางการเมืองระดับต่างๆ รับเงินหรือสิ่งของมีค่า หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจตามตำแหน่งก่อให้เกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบน มีการใช้ระบบพวกพ้อง การให้ความอุปถัมป์แก่บุคคลที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงระบบคุณธรรม ทำให้การจัดสรรทรัพยากรของชาติเป็นไปโดยมิชอบเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ก็จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อประสิทธิภาพและความชอบธรรมของผู้นำทางการเมือง และต่อพัฒนาการของระบบการเมือง ผู้นำทางการเมืองคนสำคัญในประวัติศาสตร์คนหนึ่งของโลก คือ อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ลินคอล์น เป็นผู้นำการเมืองที่ในขณะนั้นกำลังเกิดความขัดแย้งแตกแยกรุนแรงในอเมริกาที่ทั้งพรรคการเมือง ทั้งกลุ่มประชาชนทั้งซ้ายและขวา ทั้งสื่อมวลชวนเองก็แตกแยกกัน แม้แต่สภาสูงคองเกรสก็แตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ กระทั่งศาสนจักรก็แตกแยกกันระหว่างโบสถ์ฝ่ายเหนือกับโบสถ์ฝ่ายใต้ ลินคอล์นได้กล่าวคำพูดไว้ประโยคนึงที่ทำให้หลายคนๆต้องหยุดคิดตามคือ “บ้านที่แตกแยกกันเองไม่อาจตั้งอยู่ได้” และนั่นถือเป็นคำขวัญทางการเมืองของลินคอล์นที่ยังคงเป็นจริงอย่างที่สุดมาจนถึงทุกวันนี้ … Read moreภาวะผู้นำกับการเมืองไทย